- หากไม่ได้รับการดูแล ความเสี่ยงที่ลูกติดเชื้อจากแม่อยู่ราว 15–45% แต่เมื่อแม่กินยาต้านไวรัสและกดไวรัสได้ ความเสี่ยงลดลงเหลือต่ำกว่า 1% [1],[2]
- ไทยได้รับการรับรองจาก WHO ในปี 2016 ว่ากำจัดการถ่ายทอด HIV และซิฟิลิสจากแม่สู่ลูกได้ เป็นประเทศแรกในเอเชีย [3]
- คู่ที่ฝ่ายชายมีเชื้อและกดไวรัสได้ต่อเนื่อง สามารถตั้งครรภ์ตามธรรมชาติได้โดยไม่ถ่ายทอด HIV ให้คู่ (U=U) [2],[4]
- ทารกทุกคนได้ยาต้านไวรัสป้องกันโดยเร็วที่สุดหลังคลอด แนวทางไทยแบ่งตามความเสี่ยง: ความเสี่ยงทั่วไปได้ยา 1 ตัว (zidovudine) 4 สัปดาห์ ความเสี่ยงสูงได้ยา 3 ตัว 4 สัปดาห์ และให้นมผสมแทนนมแม่ ซึ่งกรมอนามัยสนับสนุนฟรีนาน 18 เดือน [11]
วางแผนก่อนตั้งครรภ์
- ปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดคุมกำเนิด เพื่อตรวจปริมาณไวรัสให้ตรวจไม่พบก่อนตั้งครรภ์
- ทบทวนสูตรยา สูตรที่มี dolutegravir ใช้ได้ในผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ [7],[8]
- เริ่มกรดโฟลิกล่วงหน้า ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของทั้งคู่ และวัคซีนที่จำเป็น
ทางเลือกตามสถานการณ์ของคู่
ฝ่ายชายมีเชื้อ ฝ่ายหญิงไม่มีเชื้อ: หากฝ่ายชายกดไวรัสได้ต่อเนื่อง การมีเพศสัมพันธ์เพื่อตั้งครรภ์ไม่ถ่ายทอด HIV ให้คู่ ฝ่ายหญิงอาจใช้ PrEP ร่วมด้วยเพื่อความมั่นใจ การล้างอสุจิ (sperm washing) ร่วมกับการผสมเทียมหรือเด็กหลอดแก้วยังเป็นทางเลือก แต่ปัจจุบันไม่จำเป็นสำหรับคู่ส่วนใหญ่ และใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้ด้านภาวะมีบุตรยาก [2],[9],[4]
ฝ่ายหญิงมีเชื้อ: กินยาต้านไวรัสก่อนและตลอดการตั้งครรภ์ การคลอด และหลังคลอด ส่วนคู่ที่ไม่มีเชื้อได้รับการคุ้มครองจากหลัก U=U เมื่อฝ่ายหญิงกดไวรัสได้ [2],[9]
ระหว่างตั้งครรภ์และการคลอด
หญิงตั้งครรภ์ทุกคนในไทยได้รับการตรวจ HIV ในการฝากครรภ์ หากพบเชื้อจะเริ่มยาต้านไวรัสทันทีโดยไม่ขึ้นกับ CD4 และตรวจปริมาณไวรัสระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วงใกล้คลอด [5],[6] เมื่อปริมาณไวรัสใกล้คลอดตรวจไม่พบหรือต่ำมาก การคลอดทางช่องคลอดทำได้ตามปกติ ถ้ายังสูง แพทย์อาจวางแผนผ่าตัดคลอดและให้ยาเพิ่มระหว่างคลอด [9],[6]
ยาป้องกันสำหรับทารก (แบ่งตามความเสี่ยง)
ทารกทุกคนที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อ HIV ควรได้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อ (infant post-exposure prophylaxis) เร็วที่สุดหลังคลอด ดีที่สุดภายใน 1 ชั่วโมง แพทย์จะจัดระดับความเสี่ยงจากผลปริมาณไวรัสของแม่ช่วงใกล้คลอด (แนะนำตรวจที่อายุครรภ์ 32–36 สัปดาห์) และประวัติการกินยา ตามแนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ฉบับล่าสุด ปี 2564/2565 [11]
| ระดับความเสี่ยง | เกณฑ์ (แนวทางไทย) | ยาที่ทารกได้รับ | ระยะเวลา |
|---|---|---|---|
| ความเสี่ยงทั่วไป (standard risk) | แม่มีปริมาณไวรัสใกล้คลอด <50 copies/mL หรือถ้าไม่มีผล: แม่กินยาสม่ำเสมอและได้ยาต้านไวรัสมานานกว่า 12 สัปดาห์ก่อนคลอด | zidovudine (AZT) ชนิดน้ำ 1 ตัว | 4 สัปดาห์ |
| ความเสี่ยงสูง (high risk) | แม่มีปริมาณไวรัสใกล้คลอด >50 copies/mL หรือถ้าไม่มีผล: กินยาไม่สม่ำเสมอ หรือได้ยาน้อยกว่า 12 สัปดาห์ก่อนคลอด รวมถึงแม่ที่ไม่ได้ฝากครรภ์ แม่ที่ติดเชื้อระยะเฉียบพลันช่วงใกล้คลอด หรือทารกได้กินนมแม่ | ยา 3 ตัว: zidovudine + lamivudine + nevirapine ชนิดน้ำ | 4 สัปดาห์ |
สรุปจากแผนภูมิที่ 4.4 และตารางที่ 4.7 ของแนวทางประเทศไทย ปี 2564/2565 [11] ขนาดยาคำนวณตามน้ำหนักทารกโดยแพทย์ ผู้ปกครองไม่ควรปรับหรือหยุดยาเอง
- ต้องเริ่มให้เร็ว: หากทารกอายุเกิน 48 ชั่วโมงแล้วยังไม่ได้ยาใดเลย แนวทางไทยไม่แนะนำให้เริ่มยาป้องกันเพราะไม่ได้ประโยชน์ แต่จะติดตามและตรวจหาการติดเชื้ออย่างใกล้ชิดแทน จึงควรวางแผนคลอดในโรงพยาบาลที่ทราบสถานะของแม่ล่วงหน้า [11]
- ยาป้องกันปอดอักเสบ PCP: ทารกได้ cotrimoxazole ตั้งแต่อายุ 4–6 สัปดาห์ จนกว่าจะยืนยันว่าไม่ติดเชื้อ [11],[13]
- การตรวจทารก: ตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส (HIV DNA PCR) ทารกความเสี่ยงสูงตรวจ 4 ครั้ง (แรกเกิด 1, 2 และ 4 เดือน) ทารกความเสี่ยงทั่วไปตรวจอย่างน้อย 2 ครั้ง (1 เดือน และ 2–4 เดือน) แล้วตรวจแอนติบอดีเมื่ออายุ 18–24 เดือน เพราะแอนติบอดีของแม่อยู่ในเลือดลูกได้นาน [11],[10]
- วัคซีน: ทารกได้วิตามินเค วัคซีนบีซีจี และวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีเหมือนเด็กทั่วไป [11]
การให้นม: ประเทศไทยแนะนำนมผสม
- แนวทางไทย: ให้ทารกกินนมผสมและงดนมแม่อย่างเด็ดขาด ไม่ให้นมแม่สลับกับนมผง และไม่เคี้ยวอาหารป้อนลูก แม้แม่จะตรวจไม่พบไวรัสก็ตาม เพราะหลัก U=U ใช้กับเพศสัมพันธ์ ไม่ได้ใช้กับการให้นมแม่ กรมอนามัยสนับสนุนนมผสมฟรีสำหรับทารกที่คลอดจากแม่ที่มีเชื้อนาน 18 เดือน [11]
- เปรียบเทียบกับ WHO (2025): WHO แนะนำให้ทารกที่แม่กินยาต้านไวรัสและไม่ได้มีความเสี่ยงสูงได้ยาป้องกัน 1 ตัว (nevirapine เป็นหลัก) 6 สัปดาห์ ทารกความเสี่ยงสูงได้ยา 3 ตัวที่เหมาะกับอายุ 6 สัปดาห์ และถ้ากินนมแม่ให้ยา 1 ตัวต่อจนแม่กดไวรัสได้หรือหยุดนมแม่ WHO นิยามความเสี่ยงสูงว่า แม่ได้ยาน้อยกว่า 4 สัปดาห์ก่อนคลอด หรือมีปริมาณไวรัส >1,000 copies/mL ใน 4 สัปดาห์ก่อนคลอด หรือติดเชื้อใหม่ระหว่างตั้งครรภ์/ให้นม หรือเพิ่งตรวจพบหลังคลอด [12]
- WHO 2025 ยังแนะนำให้เสนอทางเลือกการให้นมแม่แก่แม่ที่กดไวรัสได้แม้ในประเทศที่ใช้นมผสมเป็นนโยบาย [12] แต่การดูแลในประเทศไทยยังยึดแนวทางระดับชาติที่แนะนำนมผสม หากคุณแม่ต้องการให้นมแม่ ควรปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าตั้งแต่ระหว่างตั้งครรภ์ [11]
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าแม่ตรวจไม่พบไวรัส ลูกยังต้องกินยาหลังคลอดไหม
ใช่ แนวทางไทยให้ยาป้องกันแก่ทารกทุกราย ถ้าแม่มีปริมาณไวรัสใกล้คลอดต่ำกว่า 50 copies/mL ทารกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงทั่วไป ได้ zidovudine ตัวเดียวนาน 4 สัปดาห์ [11]
แม่ตรวจไม่พบไวรัสแล้ว ให้นมแม่ได้ไหม
แนวทางประเทศไทยแนะนำให้งดนมแม่และใช้นมผสม ซึ่งสนับสนุนฟรีนาน 18 เดือน เพราะหลัก U=U ไม่ได้ใช้กับการให้นมแม่ WHO เปิดทางเลือกให้นมแม่ในบางบริบท หากสนใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนคลอด [11],[12]
ลูกต้องกินยาป้องกันนานแค่ไหน
ตามแนวทางไทย 4 สัปดาห์ทั้งกลุ่มความเสี่ยงทั่วไป (ยา 1 ตัว) และความเสี่ยงสูง (ยา 3 ตัว) ส่วน WHO 2025 แนะนำ 6 สัปดาห์ และให้ยาต่อนานกว่านั้นในทารกความเสี่ยงสูงที่กินนมแม่ ควรให้ยาครบตามที่แพทย์สั่ง [11],[12]
ผู้มีเชื้อ HIV ผ่าตัดคลอดทุกคนไหม
ไม่จำเป็น หากปริมาณไวรัสใกล้คลอดตรวจไม่พบหรือต่ำมาก คลอดทางช่องคลอดได้ แพทย์จะพิจารณาตามผลตรวจ [9]
ทำ IVF หรือฝากไข่ได้ไหม
ได้ ผู้มีเชื้อ HIV เข้าถึงบริการเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์ทั้งสองสาขาร่วมกัน [9]
อยากคุยเรื่องนี้กับแพทย์
หากมีคำถามเฉพาะตัว สามารถนัดปรึกษาแพทย์ได้ตามสะดวก ข้อมูลของคุณเป็นความลับ
นัดหมายปรึกษาแพทย์เอกสารอ้างอิง
- WHO. HIV and AIDS – Fact sheet
- WHO. The role of HIV viral suppression in improving individual health and reducing transmission: policy brief (2023)
- WHO SEARO. Thailand is first country in Asia to eliminate mother-to-child transmission of HIV and syphilis (7 June 2016)
- Rodger AJ, et al. Risk of HIV transmission through condomless sex in serodifferent gay couples with the HIV-positive partner taking suppressive ART (PARTNER2). Lancet 2019;393:2428-38
- กรมควบคุมโรค. แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 (Thailand National Guidelines on HIV/AIDS Treatment and Prevention 2021/2022)
- Lolekha R, et al. Thai national guidelines for the prevention of mother-to-child transmission of HIV 2017. Asian Biomedicine (2017)
- WHO. Consolidated guidelines on HIV prevention, testing, treatment, service delivery and monitoring: recommendations for a public health approach (2021)
- Zash R, et al. Neural-tube defects and antiretroviral treatment regimens in Botswana (Tsepamo). N Engl J Med 2019;381:827-40
- DHHS (US). Recommendations for the Use of Antiretroviral Drugs During Pregnancy and Interventions to Reduce Perinatal HIV Transmission
- กรมควบคุมโรค. แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 (National Guideline on HIV, Syphilis, HBV and HCV Testing 2025)
- กรมควบคุมโรค และสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย. แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 (ฉบับล่าสุด) – บทที่ 3 การดูแลทารกที่คลอดจากแม่ที่มีเชื้อ และบทที่ 4 การป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก (แผนภูมิที่ 4.4, ตารางที่ 4.7–4.8) ฉบับ PDF
- WHO. WHO updated recommendations on HIV clinical management: recommendations for a public health approach (2025) – บทที่ 4 การจัดการการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก (ยาป้องกันในทารก) และคำแนะนำยาฉีด CAB/RPV
- WHO. Consolidated guidelines on HIV prevention, testing, treatment, service delivery and monitoring (2021) – Table 6.2: Criteria for initiating and discontinuing co-trimoxazole prophylaxis
อ่านต่อ
บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล และไม่ใช่การรับรองผลการรักษา การวินิจฉัยและการรักษาต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์ ข้อมูลเป็นไปตามแหล่งอ้างอิง ณ วันที่อัปเดต สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 · สายด่วน สปสช. 1330




